แนะนำสถานสัปปายะ
วัดป่าหนองไผ่
ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
กุมภาพันธ์ 2554
วัดป่าหนองไผ่ เป็นวัดสาขาของวัดป่าบ้านตาด ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน อ.เมืองสกลนคร ปัจจุบันมี พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม เป็นเจ้าอาวาส
วัดป่าหนองไผ่แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับบูรพาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์พระกรรมฐาน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยมาพำนัก ติดตามมาด้วยศิษย์รูปสำคัญหลายองค์ อาทิ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดภูจ้อก้อ ฯลฯ แต่ก็เป็นเพียงที่โคจรชั่วคราว
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2524 หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์สุธรรม มาพำนัก ซึ่งในขณะนั้นมีฐานะเป็น ที่พักสงฆ์ ท่านอยู่จำพรรษาพัฒนาสถานที่ และถาวรวัตถุจนเจริญรุ่งเรืองังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
บันทึกเมื่อกุมภาพันธ์ 2554
...........................................................................................................................................
วัดป่าหมู่ใหม่
ตำบลแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
มกราคม 2554

วัดป่าหมู่ใหม่ ตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านป่าหมู่ใหม่ หลังที่ทำการสำนักงานชลประทานแม่แตง ตำบลแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ได้เดินธุดงค์มาปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อเห็นเป็นสถานที่มีสัปปายะดี จึงขออนุญาตใช้ที่ดินจากกรมป่าไม้ และก่อตั้งเป็นวัดป่าหมู่ใหม่ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2529 โดยมีคณะศรัทธา ศิษยานุศิษย์ทั้งพระ และฆราวาสร่วมกันสร้างศาลาปฏิบัติธรรม กุฏิ และที่พักผู้ปฏิบัติธรรมตามสมควร
วัดป่าหมู่ใหม่ เดิมอยู่ท่ามกลางป่าเสื่อมโทรม แต่สงบเงียบ หลวงพ่อประสิทธิ์ได้ทำฝายขนาดเล็ก และฟื้นฟูบูรณะสภาพป่าเดิม พร้อมกับปลูกป่าใหม่ตลอดเวลา ภายในไม่กี่ปีสภาพป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ต้นไม้เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นที่ร่มรื่นดังที่ปรากฏ โดยมีการสร้างกุฏิไม้แทรกอยู่ในระยะห่างกันพอสมควรเพื่อให้เป็นที่พักสงฆ์ และกุฏิทุกหลังมีที่เดินจงกรม ส่วนสถานที่กลางคือศาลาปฏิบัติธรรมสองชั้น ชั้นล่างใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ฟังเทศน์ โรงฉัน ชั้นสองเป็นอุโบสถ ทิศตะวันออกมีศาลาโรงครัวอีกหลังหนึ่งกับห้องสุขา นอกนั้นเป็นกุฏิพระซ่อนอยู่ในดงไม้ห่างออกไป ส่วนที่พักอุบาสกอุบาสิกาอยู่ทิศตะวันออกของโรงครัว ช่วง พ.ศ. 2550-2551
จึงมีเจ้าศรัทธาสร้างห้องสุขาเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด เนื่องจากมีศิษยานุศิษย์มาทำบุญกันจำนวนมาก
เดิมทั้งศาลาปฏิบัติธรรม โรงฉัน และอุโบสถ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ศรัทธาได้นำไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) มาติดตั้ง ต่อมามีการปักเสาพาดสายไฟฟ้าเข้าสู่วัด แต่การใช้ไฟฟ้าภายในวัดป่าหมู่ใหม่ก็ใช้เฉพาะศาลา โรงครัว ห้องสุขา และไฟส่องสว่างบนถนนเท่านั้น ส่วนกุฏิพระทั้งหมดไม่ได้ติดตั้งไฟฟ้าเข้าไป พระภิกษุสามเณรอาศัยแสงเทียน ไฟฉาย หรือตะเกียงในยามค่ำคืน ส่วนน้ำฉัน น้ำอาบ รับน้ำฝนจากแท้งค์ และต่อมามีระบบประปามาใช้ ภายในวัดจึงไม่มีตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่มีการใช้โทรศัพท์พื้นฐาน หรือมือถือ เป็นความประสงค์ของหลวงพ่อประสิทธิ์ ที่ต้องการให้วัดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมตามธรรมชาติ โดยไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ มารบกวน
ปัจจุบันมีพระภิกษุที่มาอยู่กับหลวงพ่อประสิทธิ์ปีละประมาณ 40-50 รูป ต่างได้ขัดเกลากิเลส แต่ละวันฉันเพียงมื้อเดียว แต่ละกุฏิไม่มีการสะสมสิ่งของใดๆ เมื่อมีผู้ถวายของก็ให้เก็บไว้เป็นส่วนรวมที่ศาลาโรงครัว วัดป่าหมู่ใหม่จึงเป็นสถานที่ฝึกกรรมฐานเพื่อสู่มรรคผลนิพพานโดยแท้
บันทึกเมื่อ มกราคม 2554
...........................................................................................................................................
วัดป่าภูก้อน
อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี
ธันวาคม 2553
วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่านายูง และป่าน้ำโสม อ.นายูง จ.อุดรฯ โดย พระอาจารย์ ชาลี ถิรธัมโม ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อจัดตั้งพุทธอุทยานในเนื้อที่ 1,000 ไร่ ขนานนามว่า พุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน แต่นั้นมา
ต่อมากรมป่าไม้ได้ให้วัดช่วยดูแลงานด้านป่าไม้ ในเนื้อที่เพิ่มอีก 2,000 ไร่ รวมเป็นพื้นที่วัดทั้งหมด 3,000 ไร่
วัดป่าภูก้อน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2532 และได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น เป็นประธานในพิธีฝังลูกนิมิต และผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2533 และวัดป่าภูก้อนยังได้รับมอบประกาศนียบัตรจากกรมป่าไม้ เป็นวัดอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2544 ประเภทดูแลรักษาป่าดั้งเดิม ตั้งแต่ 501 ไร่ขึ้นไป
ด้วยความสง่างามความศักดิ์สิทธิ์ และความอัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งนี้ คณะศรัทธาจึงร่วมกันดำริสร้างพระมหาเจดีย์ นามว่า พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ องค์พระมหาเจดีย์แห่งนี้ เป็น 1 ใน โครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 และได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ และพระรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานภายในองค์พระมหาเจดีย์ด้วย
ในโอกาสนี้ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กราบทูลอัญเชิญเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเกศ พระร่วงรุ่งโรจน์ศรีบูรพา พระประธานหน้าองค์พระมหาเจดีย์ ทรงลงพระนามาภิไธย และปลูกต้นสาละไว้ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2544
บันทึกเมื่อ พฤศจิกายน 2553
......................................................................................................................................
วัดป่าไชยชุมพล
ตำบลสะเดาะพง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

วัดป่าไชยชุมพล เป็นวัดป่าที่ถือแนวปฏิบัติและปฏิปทาของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญญวาสี ตามแบบของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ศิษย์พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ตั้งอยู่ที่บ้านเสลียงแห้ง 1 หมู่ที่ 3 ต.สะเดาะพง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ วัดมีพื้นที่ทั้งหมด 95 ไร่ พื้นที่บางส่วนเป็นป่าต้นน้ำขนาดเล็กที่ทางวัดอนุรักษ์ไว้ ร่มรื่น มีการปลูกหญ้า และต้นไม้หลายชนิดเพื่อรักษาหน้าดินมิให้พังทลายอย่างถูกวิธี และมีประสิทธิภาพ
วัดป่าไชยชุมพลได้พัฒนามาจากที่พักสงฆ์ป่าไชยชุมพล ซึ่งหมายถึงที่พักแห่งชัยชนะทั้งปวง ด้วยสถานที่ตั้งที่พักสงฆ์แห่งนี้เคยเป็นที่รวมพลในการต่อสู้เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ จนได้รับชัยชนะ พระอาจารย์จิรวัฒน์ อัตตรักโข (เจ้าอาวาส และศิษย์หลวงปู่ฝั้น) ได้พิจารณาแล้วจึงตั้งชื่ออันเป็นมงคลนี้ โดยตั้งใจจะให้เป็นสถานเผยแพร่หลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เกิดชัยชนะในการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชน
วัดป่าไชยชุมพลได้เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ.2527 โดยนายดำเกิง ชาลีจันทร์ สถาบันพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้นิมนต์ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ มาโปรดในการทำบุญเนื่องในโอกาสเปิดสถานีเกษตรที่สูงเขาค้อ และได้แจ้งความประสงค์ขอนิมนต์พระสงฆ์มาอยู่ประจำในพื้นที่ ด้วยพื้นที่บริเวณโดยรอบ และบางแห่งของกิ่งอ.เขาค้อ (สมัยนั้น) ยังห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะการคมนาคมไม่สะดวก
นอกจากนี้ยังเคยมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่จากฝ่ายตรงข้าม คือ พรรคคอมมิวนิสต์ ประชานได้รับความทุกข์ยากจากสงครามและการต่อสู้ การขอพระสงฆ์มาอยู่ประจำในพื้นที่ เป็นการช่วยให้ทุกคนมีที่พึ่งทางใจ ได้ปฏิบัติทานศีลภาวนา เพราะมีโอกาสรับฟังคำสั่งสอนอบรมในเรื่องหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และช่วยให้สามารถพัฒนาจิตใจ เป็นการนำความสงบสุขมาสู่ชุมชน ซึ่งต่อมาพระอาจารย์จิรวัฒน์ ได้รับมอบหมายจากหลวงปู่สุวัจน์ให้มาอยู่จำพรรษา ในป่าบริเวณพื้นที่ตรงข้ามกับสถานีเกษตรที่สูงเขาค้อเป็นพรรษาแรกในปี พ.ศ.2527 จนตราบเท่าทุกวันนี้
พ.ศ.2539 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัด โดยให้มีชื่อตามชื่อหมู่บ้านว่า วัดเสลียงแห้ง
วัดป่าไชยชุมพลได้พัฒนาโดยลำดับ ขณะนี้มีกุฏิพระภิกษุ และสามเณร 14 หลัง และกุฏิสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม 3 หลัง
บันทึกเมื่อ พฤศจิกายน 2553
.....................................................................................................................................
วัดดอยปุย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จ.เชียงใหม่
ประวัติของวัดดอยปุย-ภูพิงค์ ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2510 โดยพระอาจารย์ไพโรจน์ วิโรจโน (พระครูวิฑิตศาสนกิจ เจ้าคณะอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน (ธรรมยุต) ประธานสงฆ์วัดดอยปุย) และพระภิกษุสหธรรมิกอีกจำนวน 3 รูป ได้เดินธุดงค์มาจากจังหวัดจันทบุรี แล้วมาพักอยู่ที่วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพอดีกับในระยะนั้น พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ มีการรับเหมาก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำซึ่งอยู่ระหว่างทางไปหมู่บ้านแม้วขาว ผู้รับเหมาจึงได้นิมนต์พระอาจารย์ไพโรจน์ และพระภิกษุสหธรรมิกทั้ง 3 รูป ขึ้นมาพักที่ดอยปุยแห่งนี้ เพื่อจะได้โปรดญาติโยมคนงานก่อสร้างดังกล่าว
หลังจากงานก่อสร้างแล้วเสร็จ คนงานก่อสร้างต่างเดินทางกลับ ทำให้ท่านต้องเดินทางเข้าไปบิณฑบาตจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์แทน ซึ่งการเดินทางมาบิณฑบาตจากพระตำหนักฯ นั้น มีความยากลำบากในการเดินทาง เพราะต้องเดินทางไกลจากดอยปุยลงมาที่พระตำหนักฯ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2511 พระอาจารย์ไพโรจน์ และพระภิกษุสหธรรมิก จึงได้ย้ายลงมาอยู่ในพื้นที่ใกล้กับบ้านแม้วลาย
ปี พ.ศ. 2512 คุณเฉลียว นิ่มนวล ซึ่งสมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้มาพบเข้า จึงเกิดความเลื่อมใส ประสงค์ให้พระมาพักอยู่บนดอยปุยเป็นการถาวร เพื่อจะได้โปรดญาติโยมทั้งที่พระตำหนักฯ และชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งจะเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวเขาต่อไป อีกทั้งยังจะเป็นการร่วมอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ มิให้เกิดการรุกล้ำ
ด้วยความร่วมมือจากคุณเชิด อัธยาศัยวิสุทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ดูแลพระตำหนักฯ ร่วมกับคุณเฉลียว นิ่มนวล ได้สนับสนุนทุนการก่อสร้างกุฏิพระสงฆ์ให้กับสำนักสงฆ์ดอยปุยจากการจัดตั้งกองผ้าป่า
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2516 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงปรารภ ที่จะสร้างพระตำหนักให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังคปรินายก ในเวลาที่ท่านเสด็จมาเชียงใหม่ พระตำหนักภูพิงค์ฯ จึงได้สร้างกุฏิไว้ที่สำนักสงฆ์ดอยปุย อันเป็นสถานที่ที่เงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม หลังจากนั้นสำนักสงฆ์ดอยปุยก็ได้รับการอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากพระตำหนักภูพิงค์ฯ มาโดยตลอด
สำนักสงฆ์ดอยปุยได้ก่อตั้งมาครบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2552 และเป็นปีที่ได้มีมติอนุมัติให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ เพิกถอนพื้นที่อุทยานประมาณ 15 ไร่ เป็นสถานที่ก่อตั้งวัดดอยปุย ประกอบด้วยศาลาธรรม โรงฉัน วิหารหลวงพ่อโต โรงต้มน้ำร้อน หอระฆัง และกุฏิพระสงฆ์ทั้งสิ้น 9 หลัง
วัดดอยปุยแห่งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์แทบทุกพระองค์ เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จะเสด็จพระราชดำเนินมายังวัดดอยปุยแห่งนี้ เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ตลอดมา อีกทั้งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังคปริณายก
มีพระประสงค์จะให้สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นสถานที่บรรพชาอุปสมบทแก่พวกชาวเขาเผ่าต่างๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศาสนา การศึกษาพระธรรมวินัย การปฏิบัติธรรมรักษาศีล ตลอดจนการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตลอดไป
บันทึกเมื่อ ตุลาคม 2553